โปรแกรมติดตามข่าวสารผ่าน Toolbar รู้ลึก รูทัน ทุกเหตุการณ์

แหล่งรวมข่าวสารด้านการศึกษาของประเทศและต่างประเทศ

Flower

Twitter น่า Follow หากสนใจโลกเทคโนโลยีการศึกษาในการติดตามข่าวสาร

Twitter ทำให้คุณรู้ข่าวคราวของนักร้องนักแสดงและคนมีชื่อเสียงหลายคน ด้วยการ Follow หรือการลงชื่อติดตามความเคลื่อนไหวของคนที่สนใจ สิ่งที่ชาว Twitter ทุกคนทำคือการเสิร์ชหรือค้นหาชื่อบุคคลที่ต้องการ เพื่อเลือกชื่อบัญชีที่บุคคลมีชื่อเสียงนั้นใช้เป็นแหล่งอัปเดทความคิดของตัวเอง แต่ในวงการเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การนึกชื่อเพื่อเสิร์ชอาจทำได้ไม่ครอบคลุมแหล่งข้อมูลข่าวสารสำคัญในวงการเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ระดับโลก ปัญหานี้เองที่ทำให้ Maria Rainier แห่ง emergingedtech.com ตัดสินใจรวบรวม บัญชีผู้ใช้ Twitter ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งจากองค์กรอิสระและหน่วยงานด้านการศึกษาระดับโลกหลายแห่ง มาให้ชุมชนนักการศึกษาสามารถเลือกติดตามเพื่อรับทราบข้อมูลความเคลื่อนไหวใหม่ๆของคนเหล่านี้ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ Twitter จะมีค่ามากกว่าการเป็นแหล่งรวมเรื่องราวของเหล่าเซเลบริตี้ เพราะ Twitter สามารถทำให้นักการศึกษาทั่วโลกสามารถสร้างและรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งด้านเทคโนโลยี สังคม และโลกการศึกษาได้อย่างใกล้ชิด

อย่าลืมว่าการติดตาม บัญชี Twitter ทรงอิทธิพลในวงการเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาของต่างประเทศ จะไม่เพียงทำให้คุณที่สนใจในเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ สามารถรับรู้แนวโน้มพัฒนาการของการใช้เทคโนโลยีในด้านการศึกษาจากต่างประเทศได้เร็วกว่าการอ่านจากบทความข่าว แต่คุณในฐานะการศึกษาไทย ยังสามารถแชร์หรือเผยแพร่เรื่องราวการใช้เทคโนโลยีในระบบการศึกษาไทยให้ชาวโลกฟังได้ด้วย ซึ่งการรับรู้ข้อมูลแบบเครือข่ายลูกโซ่นี้เองที่เป็นเสน่ห์สำคัญของ Twitter

Twitter User นักการศึกษาไม่ควรพลาด

1. Teach Paperless (@TeachPaperless)
ใครที่เทความสนใจในเรื่องการสอนโดยเฉพาะ ขอให้นึกถึงชื่อ @TeachPaperless เพราะเพจ Teach Paperless ใน Twitter จะทำให้คุณเข้าสู่บทสนทนาเปิดที่ทุกคนจะร่วมถกเกี่ยวกับวิธีการนำพัฒนาการในโลกดิจิตอล มาช่วยยกระดับการเรียนการสอนอย่างลงตัว จุดเด่นของเพจนี้คือการแลกเปลี่ยนวิธีการสอนและเรียนที่ครอบคลุมหลายระดับชั้นตั้งแต่ประถมถึงมหาวิทยาลัย ทำให้การ Follow ที่ @TeachPaperless อาจทำให้คุณมีเทคนิกการสอนที่เป็นประโยชน์ในชั้น ขณะเดียวกัน คุณเองก็สามารถแบ่งบันเทคนิกที่คุณมีให้คุณครูในต่างประเทศนำไปลองปฏิบัติตามได้

2. Inside Higher Ed (@IHEtech)
การติดตาม @IHEtech จะทำให้คุณได้เห็นภาพและเทรนด์ล่าสุดในโลกเทคโนโลยีการศึกษาระดับสูง บัญชีนี้ได้รับการดูแลโดย Steve Kolowich ซึ่งจะนำเทคโนโลยีระดับเทพมาอธิบายให้คุณเข้าใจอย่างละเอียดกว่าตามชื่อ Inside Higher Ed Tech ตัวอย่างเช่น ซอฟต์แวร์การเรียนรู้ออนไลน์ MIT open courseware ของสถาบันเทคโนโลยี MIT ในสหรัฐฯ และการนำ Kindle Fire มาใช้ในการเรียนรู้ เป็นต้น เรียกว่าเทคโนโลยีนวัตกรรมใดก็ตามที่มีแนวโน้มปฏิวัติโลกการศึกษาได้ จะถูกนำมาปอกเปลือกในเพจนี้

3. Audrey Watters (@audreywatters)
นักข่าวสาวด้านเทคโนโลยีการศึกษาคนนี้จะช่วยอัปเดทเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีการเรียนรู้ การศึกษาแนวใหม่ open education และนานาวิทยาการเพื่อการศึกษาได้แบบเป็นกันเอง การติดตาม Audrey Watters จะทำให้คุณเปิดมุมมองใหม่ด้านเทคโนโลยีได้เพราะอารมณ์ขันและความเชี่ยวชาญของเธอ รวมถึงวิธีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ชนิดเหมือนคุยกับเพื่อนทีเดียว

4. Wired Campus (@wiredcampus)
@wiredcampus คือฟีด Twitter ในบล็อกเทคโนโลยีของเว็บไซต์ The Chronicle of Higher Education ซึ่งมีสำนักงานในวอชิงตัน ดี.ซี. การติดตาม Wired Campus จะทำให้คุณเข้าใจโลกของการศึกษาที่ดีกว่า ซึ่งแม้ @wiredcampus จะอธิบายตัวเองว่าเกี่ยวข้องกับการศึกษาระดับสูง แต่บ่อยครั้งที่เนื้อหาใน Tweet เกี่ยวข้องกัยการศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษา

5. Scott McLeod (@mcleod)
สิ่งที่คุณจะได้รับจาก @mcleod คือ bookmark ลิงก์เว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์ต่อโลกการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร, บทความวิชาการ, ลิงก์สู่เครื่องมือการเรียนการสอน, บทความอภิปรายที่เป็นประโยชน์ และอีกนานาความรู้ใหม่บนโลกออนไลน์ เสน่ห์ของ Scott McLeod ยังอยู่ที่การนำเสนอที่เป็นกันเอง โดย Scott McLeod มีดีกรีเป็นผู้ดูแลบล็อก Dangerously Irrelevant ซึ่งเปิดให้สมาชิกอภิปรายเรื่องราวของเทคโนโลยี, ภาวะผู้นำ

ข่าวสารในการเตรียมพร้อมด้านการศึกษาของไทย เพื่อก้าวสู่ AEC


ประเทศไทยเป็นผู้นำในการก่อตั้งสมาคมอาเซียน มีศักยภาพในการเป็นแกนนำในการสร้างประชาคมอาเซียนให้เข้มแข็ง ภายใต้ยุทธศาสตร์วิสัยทัศน์เดียว เอกลักษณ์เดียว และประชาคมเดียว เพื่อความเจริญมั่นคงของประชากร ทรัพยากร และเศรษฐกิจ

ภายใต้การก่อตั้งนี้จะต้องยึดหลักสำคัญ คือ ประชาคมการเมืองและความมั่นคงของอาเซียน ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมของอาเซียน การศึกษานั้นจัดอยู่ในประชาคมสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาคมด้านอื่นๆ มีความเข้มแข็ง เนื่องจากการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาในทุกๆ ด้าน การเตรียมความพร้อมของการศึกษาไทย มีจุดมุ่งหมาย ดังนี้
1. การสร้างประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษา ให้ประเทศไทยเป็น Education Hub มีการเตรียมความพร้อมในด้านกรอบความคิด คือ แผนการศึกษาแห่งชาติ ที่จะมุ่งสร้างความตระหนักรู้ของคนไทยในการจัดการศึกษาเพื่อสร้างคนไทยให้ เป็นคนของประชาคมอาเซียน พัฒนาสมรรถนะให้พร้อมจะอยู่ร่วมกันและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้าน การศึกษา โดยให้มีการร่วมมือกันใน 3 ด้านคือ ด้านพัฒนาคุณภาพการศึกษา การขยายโอกาสทางการศึกษา และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการบริการและจัดการศึกษา
2. ขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนด้วยการศึกษา ด้วยการสร้างความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียน ความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ หลักสิทธิมนุษยชน การส่งเสริมการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศเพื่อพัฒนาการติดต่อสื่อสารระหว่างกันในประชาคมอาเซียน มีการเพิ่มครูที่จบการศึกษาด้านภาษาอังกฤษเข้าไปในทุกระดับชั้นการศึกษา เพื่อให้นักเรียนไทยสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกับภาคเอกชนในการรับอาสาสมัครเข้ามาสอนภาษาต่างประเทศ รวมถึงวัฒนธรรมของประเทศต่างๆ เพื่อการอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจกันของประเทศในประชาคม

ส่วนด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษานั้น จะพัฒนาตามหลัก 3N ได้แก่ NedNet (National Education Network)โครงข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ NEIS (National Education Information System) ศูนย์กลางรวบรวม จัดเก็บ และเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษา NLC (National Learning Center) ศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ เพื่อให้ผู้เรียนได้มีการเรียนรู้ด้วยตนเองตลอดเวลา มีการพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นพลเมืองอาเซียน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ความเอื้ออาทร โดยใช้การศึกษาเป็นกลไกในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ นักศึกษาที่จบจากอาชีวศึกษาจะต้องเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ มีทักษะการทำงานร่วมกันในประชาคมอาเซียน

นอกจากนี้ ยังต้องส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านอาเซียนศึกษา เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อพัฒนาไปสู่ประชาคมอาเซียนและสากลต่อไป

3 เด็กดอยชาวม้ง คว้าแชมป์โต้วาทีภาษาอังกฤษระดับประเทศ

การโต้วาทีภาษาอังกฤษ (English Debate) คือการอภิปรายของบุคคลสองฝ่าย เพื่อแสดงความคิดเห็น ถกเถียงกันด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน โดยมีฝ่ายเสนอและฝ่ายค้านซึ่งการแข่งขันครั้งนี้จะมุ่งเน้นการใช้ศิลปะการพูดหรือวาทศิลป์ เพื่อโน้มน้าวให้ผู้ฟังเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในญัตติ โดยการนำเสนอข้อเท็จจริง การหักล้างเหตุผลหรือแนวความคิดของฝ่ายตรงข้าม โดยใช้ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ ทักษะการคิด คิดวิเคราะห์ คิดแก้ปัญหา และปฏิภาณไหวพริบอย่างมาก ถ้าฝ่ายใดมีคารม มีเหตุผล มีหลักฐานที่ดีกว่า ฝ่ายนั้นก็เป็นฝ่ายชนะ

3 เด็กดอยชาวม้ง นักเรียนโรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4 ในอ.พบพระ จ.ตาก คว้าแชมป์โต้วาทีภาษาอังกฤษระดับประเทศ โดยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตาก เขต 2 อำเภอแม่สอด ได้แจ้งผลการแข่งขันโต้วาทีภาษาอังกฤษ English debate ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ระหว่างวันที่ 22-25 ม.ค.ที่ผ่านมา จัดขึ้นที่โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ กทม. ว่า โรงเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ประสบความสำเร็จ โดยทีมนักเรียนจากโรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4 ต.คีรีราษฎร์ อ.พบพระ จ.ตาก สามารถคว้าแชมป์ระดับประเทศได้ ภายหลังผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย

การแข่งโต้วาทีภาษาอังกฤษ มีการดีเบท English debate ระหว่างกัน หรือโต้วาที ระหว่างกันโดยใช้ภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีความยากมากกว่าการพูดทั่วไปและจะต้องโต้วาทีให้ชาวต่างชาติที่เป็นคณะกรรมการดู จากการแข่งขันภายใต้ โครงการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และทักษะในศตวรรษที่ 21 ครั้งที่ 2 ระดับประเทศ ต่างออกมากล่าว ขอให้เด็กไทยหันมาสนใจภาษาอังกฤษ เพราะเป็นภาษาที่ไม่ยาก ทั้งนี้เพื่อเข้าสู่บรรยากาศ การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ( เออีซี. ) ซึ่งหลังจากที่เด็กนักเรียนทั้ง 3 คน ได้รับรางวัล เพื่อนบ้าน และครู ต่างไปแสดงความดีใจกับครอบครัวเด็กทั้ง 3 คน สร้างความประทับใจให้กับครอบครัว และทางโรงเรียน

เด็กนักเรียนโรงเรียนป่าไม้อุทิศ 4 ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศครั้งนี้ ประกอบด้วยน.ส.ณัชชา เจริญทองมั่นคง อายุ 15 ปี ,น.ส.ปวีณา อาชาคีรี อายุ 15 ปี และด.ช.วทัญญู เจริญทองมั่นคง อายุ14 ปี ซึ่งทั้งหมดเป็นชาวไทยพื้นที่สูงมีเชื้อสายม้ง อาศัยในเขตพื้นที่บ้านคีรีราษฎร์ ต.คีรีราษฎร์ อ.พบพระ โดยมีนายเหมันต์ ยะอุทัย และน.ส.วินทร์อร เมืองงำ อาจารย์ภาษาอังกฤษ และเป็นผู้ฝึกสอนนักเรียนทั้ง 3 คน เผยว่าการส่งนักเรียนเข้าแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้หวังถึงตำแหน่งแชมป์ แค่ต้องการให้เด็กพบเจอประสบการณ์ใหม่ๆเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าจะคว้ารางวัลมาได้สำเร็จ เพราะคณะกรรมการเป็นชาวต่างชาติด้วย

ประเทศญี่ปุ่นใช้ระบบการศึกษาซึ่งมีต้นแบบจากสหรัฐอเมริกา

ประเทศญี่ปุ่นมีผลการเรียนของเด็กนักเรียน/นักศึกษาที่อยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี แต่มันไม่ได้หมายความว่า ผลการเรียนนั้นเกิดขึ้นจากระบบการศึกษาที่ดี เพราะ “ผลการเรียน” กับ “ระบบการศึกษา” เป็นคนละประเด็นกัน ถึงแม้ว่าระบบการศึกษาที่ดีจะสามารถสร้างผลการเรียนที่ดีก็ตาม จริงๆ แล้ว “ผลการเรียนที่ดี” อาจเกิดขึ้นจากระบบการศึกษาที่ไม่ดีก็ได้ ในสายตาของผม ระบบการศึกษาของญี่ปุ่นไม่ใช่ระบบการศึกษาที่ดี แต่ระบบที่สามารถสร้างผลการเรียนที่ดีเท่านั้น

เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นใช้ระบบการศึกษาซึ่งมีต้นแบบจากสหรัฐอเมริกา มันเป็นการศึกษาแบบ exam-oriented (ซึ่งมีระบบข้อสอบเป็นเป้าหมายหลัก) ฉะนั้นเป้าหมายของการศึกษาคือ สอนเด็กให้สอบผ่าน การเรียนการสอนก็มีัลักษณะ competitive (การแข่งขันมีความสำคัญ) หรือมีการแข่งขันสูงเพื่อได้คะแนนดีที่สุดในข้อสอบ

ประเทศญี่ปุนไม่ใช้ระบบข้อสอบระดับชาติเหมือน A-Net หรือ O-Net ข้อสอบที่สำคัญที่สุดก็คือสอบเข้ามหาวิทยาลัย (entrance examination) ซึ่งแต่ละคณะของแต่ละมหาวิทยาลัยจัดเตรียมข้อสอบเอง ฉะนั้น ถ้าจะสอบสองสามคณะจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ผู้สมัครต้องสอบตามจำนวนของคณะที่ตัวเองสมัคร ตัวอย่างเช่น เมื่อผมสอบเข้า Universiti Keio ผมส่งใบสมัครถึงสามคณะ ผมต้องเสียค่าสอบสำหรับสามครั้ง (ในสมัยนั้นคณะละ 35,000 เยน) และต้องสอบสามครั้ง (ติดแค่คณะเดียว) รวมทั้งหมด ผมสมัครสิบเอ็ดคณะจากมหาวิทยาลัยสี่แห่ง

ช่วงเวลาสำหรับสอบเข้าจะเริ่มตั้งแต่ต้นปีถึงต้นเดือนมีนา แต่ช่วงที่หนักที่สุดคือช่วงปลายเดือนกุมภา เพราะในช่วงนั้นมีคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัยชื่อดังจะจัดสอบเข้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความกดดันทางจิตใจมากที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตสำหรับนักเรียนทั่วประเทศ เพราะการที่เข้าคณะชื่อดังของมหาวิทยาลัยชื่อดัง เสมือนได้รับใบรับรองอาชีพที่ดีในอนาคต เช่น ในการสมัครงานบริษัท ฝ่ายบริษัทญี่ปุ่นไม่ค่อยสนใจว่า ผู้สมัครมีผลการเรียนที่ดีหรือไม่ (และญี่ปุ่นไม่มีระบบเกรดเฉลี่ย) แต่มักจะมองว่า ผู้สมัครจบมหาวิยาลัยไหน พูดง่ายๆ ก็คือ ชื่อของมหาวิทยาลัยเป็นตัวกำหนดเส้นทางชีวิตที่สำคัญตัวหนึ่งสำหรับคนญี่ปุ่น

ด้วยเหตุนี้เอง ในสมัยผมเรียนอยู่ระดับมัธยมศึกษา ความคิดที่อยู่ในสมองตลอดและกดดันจิตใจก็คือ ผมจะสอบเข้าผ่านหรือเปล่า สถาพจิตใจเช่นนี้ ทำให้เด็กนักเรียนไม่สามารถให้ความสนใจต่ออนาคตอันไกล ไม่ค่อยคิดว่า ตัวเองอยากมีอาชีพอะไรหรืออยากมีบทบาทอย่างไรในสังคม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ตัวเองจะสามารถเข้าเรียนในคณะอะไรของมหาวิทยาลัยไหน

การติดตามข่าวสารในเรื่องของการศึกษาของไทยเพื่อให้มีประสิทธิภาพ

ระบบการศึกษามีบทบาทสำคัญยิ่งในการจัดการศึกษาของประเทศ ถ้าระบบการศึกษาที่กำหนดไว้ดี สอดคล้องกับสภาพ ปัญหา และความต้องการของทั้งส่วนตนและประเทศก็จะส่งผลดีต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมือง เพราะการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนา การศึกษา นับว่ามีความสำคัญมากต่อการพัฒนาบุคลากรตลอดจนไปถึงเป็นพื้นฐานของการพัฒนาส่วนอื่น ๆ ด้วย เพราะไม่ว่าจะทำการพัฒนาส่วนใดต้องเริ่มมาจากการพัฒนาคนเสียก่อน ดังนั้นการพัฒนาคนสามารถทำได้หลาย ๆ รูปแบบ อย่างที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาคนคือการให้การศึกษา ดังนั้นการพัฒนาประเทศต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาคนโดยต้องคำนึงถึงการศึกษาเป็นสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวล้ำนำโลกไปมาก การศึกษาก็ต้องพัฒนาไปให้ทันกับโลก

การศึกษาไทยในปัจจุบัน เป็นยุคสังคมแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง มีหลากหลายรูปแบบให้มนุษย์ได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองได้อย่างรวดเร็วโดยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาในสถานศึกษาของไทย เพื่อให้ก้าวทันโลกยุคใหม่ที่ไร้ขอบเขตภายใต้จินตนาการของมนุษย์ที่สร้างขึ้น การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา จะเห็นได้ว่า  สถานศึกษาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่และใหญ่พิเศษ สิ่งที่จำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ  คอมพิวเตอร์และระบบอินเตอร์เน็ท  สถานศึกษาทุกแห่งมีความต้องการใช้เท่า ๆ กัน ความรู้ความเข้าใจที่ทุกคนต้องเข้าไปให้ถึงโลกแห่งสังคมการเรียนรู้และใช้เทคโนโลยีเป็นจะทำให้เกิดคุณค่าและประโยชน์สูงสุดต่อตัวเอง  แต่ในทางกลับกันหากใช้อย่างผิดวิธี ก็อาจทำให้เกิดความสูญเสีย ก็เป็นได้

แต่ในปัจจุบัน  สถานศึกษาบางแห่งอาจจะไม่ได้รับจัดสรรคอมพิวเตอร์จากภาครัฐเลยก็มี หรืออาจจะไม่มีระบบอินเตอร์เน็ทใช้ก็คงมีอยู่ หรือได้รับการติดตั้งเป็นแบบจานดาวเทียมแต่ใช้งานไม่ได้  ดังนั้นหากรัฐบาลจะส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้โลกกว้างอย่างเท่าเทียมกัน ภาครัฐต้องจัดสรรวัสดุอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัยให้กับสถานศึกษาอย่างจริงจัง  จัดสรรครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีความรู้ความชำนาญด้านการใช้เทคโนโลยีมาทำการจัดการเรียนการสอนให้กับเด็กและเยาวชนเหล่านั้น หรือพัฒนาครูที่มีอยู่ให้มีความรู้พร้อมที่จะเรียนรู้และสอนเด็กและเยาวชนได้อย่างมีคุณภาพ   ในสถานการณ์ปัจจุบันสถานศึกษาทุกแห่งจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร  การเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศ การค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ