โปรแกรมติดตามข่าวสารผ่าน Toolbar รู้ลึก รูทัน ทุกเหตุการณ์

แหล่งรวมข่าวสารด้านการศึกษาของประเทศและต่างประเทศ

Flower

การศึกษาไทยควร เรียน แบบจีนไหม

การปฏิรูปการศึกษา ต้องพยายามแก้ที่สภาพและค่านิยมของสังคมด้วย ไม่ใช่แก้ที่ตัวระบบการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว

การศึกษาจีนเพื่อสื่อสารถึงเพื่อนนักปฏิรูปชาวไทยที่อาจยังสับสนว่าปัญหาของการศึกษาไทยอยู่ตรงไหน และเราควรให้เด็กไทย “เรียน” แบบจีนดีไหม
การศึกษาจีนนี่ต้องมีของดี เปิดประเทศเพียง 30 กว่าปี สามารถพัฒนาจากที่ยากจนข้นแค้นกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ในการสอบวัดผลนานาชาติ PISA คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนในเมืองเซี่ยงไฮ้ก็มาเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ถ้าท่านลองไปสุ่มถามชาวจีนว่าคิดอย่างไรกับการศึกษาจีน กลับจะพบแต่เสียงก่นด่าความเห็นทั่วไปก็คือ การศึกษาจีนเน้นการเรียนเพื่อสอบ ไม่ใช่การเรียนเพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเด็ก กลายเป็นระบบที่ทำลายความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้ความเครียด ความกดดัน การสูญเสียวัยเด็กทั้งหมดไปในห้องเรียน (ทั้งในและนอกเวลา) และห้องสอบ (ทั้งที่จริงและฝึกเตรียม)

ตอนนี้หนังสือชื่อ “ชำแหละโรคร้ายการศึกษาจีน” เขียนโดย ศาสตราจารย์เจิ้งเหย่ฟู แห่ง ม.ปักกิ่ง กำลังขึ้นแท่นติดอันดับหนังสือขายดีในประเทศจีน (แซงหน้าหนังสือสุนทรพจน์เรื่องการศึกษาของอดีตนายกฯ เวินเจียเป่า ไปแล้ว) ศ.เจิ้ง วิเคราะห์ว่านโยบายของรัฐบาลจีนที่เน้นให้ครูทั่วประเทศเปลี่ยนจาก “การสอนเพื่อเตรียมสอบ” มาเป็น “การสอนเพื่อพัฒนาศักยภาพ” นั้น ฟังดูแสนดี แต่ไม่ได้แก้ที่รากเหง้าของปัญหาจริงๆ

การสอน (และเรียน) เพื่อสอบ เป็นอาการของโรค แต่สาเหตุที่แท้จริงของโรคนั้น อยู่ที่สภาพและค่านิยมของสังคมซึ่งส่งผลให้การสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยของจีนนั้นดุเดือดเกินไปการสอบครั้งเดียวตัดสินชะตาชีวิตของเด็กทั้งชีวิต ส่งผลให้การเรียนประถมและมัธยม 12 ปี ต้องเน้นการท่องจำอย่างหนักหนาสาหัสเพื่อเตรียมตัวเข้าสนามสอบเพียงวันเดียว

ศ.เจิ้ง เสนอให้จีนเดินตามเยอรมัน โดยแบ่งเด็กตั้งแต่จบชั้นประถมเป็นสองพวก คือพวกที่เหมาะกับการเรียนสายสามัญ กับพวกที่เหมาะกับสายอาชีพหลักคิดพื้นฐานก็คือ ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับการเรียนสายวิชาการ เด็กที่รู้ว่าตนเองไม่เหมาะกับการเรียนวิชาการในระดับสูง และสนใจสายอาชีพมากกว่า ก็สามารถพัฒนาศักยภาพและทักษะทางอาชีพของตนอย่างเต็มที่ตั้งแต่ช่วงมัธยม โรงเรียนอาชีวะของเยอรมันเริ่มตั้งแต่ช่วงมัธยมต้นและมีคุณภาพสูงมาก เพราะรัฐบาลร่วมมือกับภาคเอกชน ให้นักเรียนอาชีวะมีโอกาสฝึกงานจริง โดยถือเป็นส่วนสำคัญของหลักสูตร สุดท้ายเด็กที่จบจากโรงเรียนอาชีวะออกมามีรายได้ที่ดี สังคมยอมรับ สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานได้ทันที

ถ้าแบ่งเด็กเป็นสองพวกได้ตั้งแต่ต้น รัฐบาลก็ไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยไม่จำเป็น ทำให้สามารถสร้างโรงเรียนสายสามัญให้มีคุณภาพสูง ตัวเด็กที่รู้ว่าตนไม่เหมาะกับการเรียนสายสามัญก็ไม่ต้องเสียเวลาชีวิตสามารถเริ่มพัฒนาทักษะอาชีพในภาคการผลิตตั้งแต่เด็กสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือนโยบายดังกล่าวสามารถลดการแข่งขันในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยลงได้ทำให้เด็กที่เหลืออยู่ในระบบมีความกดดันน้อยลง ถ้าเป้าหมายคือต้องการพัฒนาเด็กให้มีความคิดสร้างสรรค์โรงเรียนควรให้อิสระกับเด็กมากขึ้นให้เขามีโอกาสเลือกวิชาเลือกกิจกรรมค้นหาความสนใจทางวิชาการของตัวเองไม่ต้องตกอยู่ในวงเวียนของการท่องจำ ทำแบบฝึกหัด และติวเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างไม่ลืมหูลืมตาดังในปัจจุบัน

ข้อคิดสำคัญก็คือ การปฏิรูปการศึกษา ต้องพยายามแก้ที่สภาพและค่านิยมของสังคมด้วย ไม่ใช่แก้ที่ตัวระบบการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียวสำหรับ ศ.เจิ้ง แล้ว นโยบายของรัฐบาลจีนที่ส่งเสริมให้ครูเปลี่ยนจากการสอนเพื่อสอบ มาเป็นการสอนเพื่อพัฒนาศักยภาพนั้น ไม่อาจทำได้จริงภายใต้เงื่อนไขสังคมในปัจจุบัน เพราะหากเด็กจีนทุกคนยังต้องเข้าสู่สนามสอบเพื่อตัดสินชะตาชีวิตของตนโดยไม่มีทางเลือกอื่น โรงเรียนและครูก็ยังต้องเน้นเตรียมเด็กสำหรับการสอบดังกล่าวอยู่นั่นเอง การปฏิรูปการศึกษาจึงต้องมองที่ปัจจัยรอบด้านด้วย เริ่มจากพยายามแก้ปัญหาสังคมพีระมิดที่มีความไม่เท่าเทียมสูง ส่งเสริมให้การศึกษาสายอาชีวะได้รับการยอมรับในสังคม ให้โรงเรียนอาชีวะมีคุณภาพ ให้ภาคเอกชนพร้อมที่จะจ่ายค่าจ้างสูงขึ้นสำหรับนักเรียนสายอาชีวะที่จบออกมา

คิดว่าการศึกษาไทยไม่ควร “เรียน” แบบจีน แต่นักปฏิรูปการศึกษาชาวไทยควรเรียนรู้จากปัญหาและข้อเสนอในการปฏิรูปของจีน แม้ความเห็นของ ศ.เจิ้ง กับ ศ.หยาง จะดูแตกต่างกัน แต่จริงๆ ทั้งสองท่านมีหลักคิดอย่างหนึ่งที่เหมือนกันมากนั่นก็คือ เด็กมีหลายประเภทมีเด็กที่เหมาะกับการเรียนสายอาชีวะ มีเด็กที่มีอัจฉริยภาพเป็นพิเศษ การศึกษาที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละประเภทนั้นไม่เหมือนกัน โจทย์ในการปฏิรูปการศึกษาของไทย จึงควรคิดหากลไกในการแบ่งเด็กประเภทต่างๆ และพัฒนาศักยภาพของเด็กแต่ละพวกอย่างเหมาะสม โดยมองไปถึงสภาพและค่านิยมบางอย่างของสังคมที่อาจเป็นอุปสรรคในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กด้วย

Tags:

Comments are closed.