โปรแกรมติดตามข่าวสารผ่าน Toolbar รู้ลึก รูทัน ทุกเหตุการณ์

แหล่งรวมข่าวสารด้านการศึกษาของประเทศและต่างประเทศ

Flower

การศึกษาหลักสูตรนานาชาติที่เปิดสอนในไทย

 

%e0%b8%98%e0%b8%87 การศึกษาคือ การสร้างและเพิ่มพูนความรู้ และความคิดแก่บุคคล เพื่อให้สามารถปรับตัวได้ในสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ ในการดำรงชีวิตของคนในสังคม สังคมจะ
พัฒนาได้มาก เมื่อสมาชิกในสังคมมีความรู้และสามารถ สังคมจึงต้องส่งเสริมการศึกษาหาความรู้แก่สมาชิกในสังคม

การศึกษาทุกวันนี้มีทั้งการศึกษาแบบหลักสูตรปกติ และหลักสูตรนานาชาติ ทำให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนหลากหลายมากขึ้น เรียกได้ว่าตอบโจทย์ของผู้เรียนเอง แต่ทว่าประเทศไทยเรามีสถาบันศึกษาใดบ้างที่เปิดหลักสูตรนานาชาติ

 

มหาวิทยาลัยรัฐประกอบไปด้วย

  1. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  2. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  3. วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล
  4. วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร
  5. วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

 

มหาวิทยาลัยเอกชนประกอบไปด้วย

  1. มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
  2. มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด
  3. วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
  4. วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
  5. วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต

 

การเข้าศึกษาในหลักสูตรอินเตอร์นั้นจำเป็นต้องทำแบบทดสอบวัดระดับความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ โดยเฉพาะความสามารถทางด้านภาษาซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่แสดงถึงความสามารถในการสื่อสารระหว่างประเทศของแต่ละคน สถาบันต่างๆ ได้คาดหวังที่จะให้บุคคลในสถาบันมีความสามารถทางการสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี ดังนั้นทางมหาวิทยาลัยจึงกำหนดให้นักศึกษาที่จะเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี หรือเมื่อจะสำเร็จการศึกษาจะต้องมีความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษอยู่ในเกณฑ์ที่ดี      %e0%b8%98%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a4%e0%b8%a9

การเรียนหลักสูตรอินเตอร์จะต้องสามารถเข้าใจเอกสารวิชาการที่เป็นภาษาอังกฤษ สามารถสืบค้นข้อมูลด้วยเอกสารภาษาอังกฤษ และมีทักษะในการฟัง พูด อ่าน เขียน สามารถแสดงความรู้ความเข้าใจออกมาเป็นภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี ทางมหาวิทยาลัยจึงต้องให้ที่ผู้อยากเข้าเรียนทำแบบทดสอบมาตรฐาน ซึ่งลักษณะของข้อสอบ วิธีการประเมินความรู้ความสามารถนั้นก็จะแตกต่างกันออกไปแต่ละมหาวิทยาลัย

 

การศึกษาของสิงคโปร์อยู่ในอันดับต้นๆของโลก

singapore21สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ซึ่งได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาของคนในชาติเป็นอย่างมาก ระบบการศึกษาของสิงคโปร์เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลก เมื่อเรียนจบแล้วสามารถมีงานทำตรงต่อสาขาที่ตัวเองเรียนมา ซึ่งถือว่าเป็นการออกแบบหลักสูตรที่ตอบสนองกับคนเรียน และรู้ว่าจะพัฒนาเศรษฐกิจในทิศทางไหน เนื่องจากประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศผู้นำทางการศึกษาที่มีคุณภาพอีกแห่งหนึ่งของโลกในปัจจุบัน และด้วยภูมิประเทศที่เป็นระเบียบ สะอาด ปลอดภัย อยู่ใกล้ประเทศไทย รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่สูง จึงไม่น่าแปลกที่ประเทศสิงคโปร์จะได้รับความนิยมจากนักศึกษาไทยในการไปศึกษาต่อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทุกปี ที่สำคัญนักเรียนสามารถมั่นใจได้ว่าเมื่อมีโอกาสมาศึกษาที่สิงคโปร์แล้ว สิ่งที่นักเรียนจะได้รับนั้นไม่ใช่เพียงแค่ความรู้ด้านวิชาการเท่านั้น แต่ยังได้ความรู้รอบตัวอีกด้วย

สิงคโปร์อาจจะเป็นเพียงจุดเล็กๆบนแผนที่โลก แต่จุดเล็กๆนี้ก็เพียบพร้อมไปด้วยกิจกรรมและสถานที่มากมายที่น่าสนใจ การได้ลิ้มรสอาหารที่อร่อยๆและการช้อปปิ้งเป็นกิจกรรมที่นิยมมากในหมู่ชาวสิงคโปร์ จึงไม่น่าสงสัยเลยว่า กิจกรรมเหล่านี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าสิงคโปร์มีอาหารที่หลากหลายและแหล่งช้อปปิ้งที่ทันสมัยมากเพียงใดสำหรับสนองความต้องการของคนในประเทศและนักท่องเที่ยว ถึงแม้ว่าสิงคโปร์จะมีขนาดเล็กและมีจำนวนประชากรเพียง 4 ล้านคน แต่รายได้ประชาชาติมีถึง 160 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการแลกเปลี่ยนเงินตรา เป็นท่าเรือที่สำคัญของโลก

การศึกษาในสิงคโปร์นักเรียนต้องเรียนวิชาบังคับ 2 ภาษาคือภาษาอังกฤษ และเลือกเรียนอีกหนึ่งภาษา คือภาษาจีนแมนดาริน หรือภาษาทมิฬ (อินเดีย) ปีการศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษามี 4 เทอม เทอมละประมาณ 10 สัปดาห์ เริ่มเทอม 1 เดือนมกราคม ปิดเทอมใหญ่เดือนพฤศจิกายนและมีปิดระหว่างเทอม นักเรียนที่สนใจศึกษาต่อประเทศสิงคโปร์ต้องสอบภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ ค่าเล่าเรียนมีแตกต่างกันออกไป โดยประมาณ 6,000 – 18,000 เหรียญสิงคโปร์ การไปศึกษาที่สิงคโปร์นับเป็นประสบการณ์ชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง นอกจากจะเป็นประเทศที่พัฒนามากแล้วในเอเซีย ความทันสมัย และการคมนาคมที่สะดวกรวดเร็วและไม่ไกลจากประเทศไทย สิงคโปร์ยังคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมแบบเอเซียที่ผสมผสานหลายเชื้อชาติทำให้สิงคโปร์เป็นประเทศหนึ่งที่มีเสน่ห์

การศึกษาไทยควร เรียน แบบจีนไหม

การปฏิรูปการศึกษา ต้องพยายามแก้ที่สภาพและค่านิยมของสังคมด้วย ไม่ใช่แก้ที่ตัวระบบการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว

การศึกษาจีนเพื่อสื่อสารถึงเพื่อนนักปฏิรูปชาวไทยที่อาจยังสับสนว่าปัญหาของการศึกษาไทยอยู่ตรงไหน และเราควรให้เด็กไทย “เรียน” แบบจีนดีไหม
การศึกษาจีนนี่ต้องมีของดี เปิดประเทศเพียง 30 กว่าปี สามารถพัฒนาจากที่ยากจนข้นแค้นกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ในการสอบวัดผลนานาชาติ PISA คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนในเมืองเซี่ยงไฮ้ก็มาเป็นอันดับ 1 ของโลก แต่ถ้าท่านลองไปสุ่มถามชาวจีนว่าคิดอย่างไรกับการศึกษาจีน กลับจะพบแต่เสียงก่นด่าความเห็นทั่วไปก็คือ การศึกษาจีนเน้นการเรียนเพื่อสอบ ไม่ใช่การเรียนเพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเด็ก กลายเป็นระบบที่ทำลายความคิดสร้างสรรค์ ภายใต้ความเครียด ความกดดัน การสูญเสียวัยเด็กทั้งหมดไปในห้องเรียน (ทั้งในและนอกเวลา) และห้องสอบ (ทั้งที่จริงและฝึกเตรียม)

ตอนนี้หนังสือชื่อ “ชำแหละโรคร้ายการศึกษาจีน” เขียนโดย ศาสตราจารย์เจิ้งเหย่ฟู แห่ง ม.ปักกิ่ง กำลังขึ้นแท่นติดอันดับหนังสือขายดีในประเทศจีน (แซงหน้าหนังสือสุนทรพจน์เรื่องการศึกษาของอดีตนายกฯ เวินเจียเป่า ไปแล้ว) ศ.เจิ้ง วิเคราะห์ว่านโยบายของรัฐบาลจีนที่เน้นให้ครูทั่วประเทศเปลี่ยนจาก “การสอนเพื่อเตรียมสอบ” มาเป็น “การสอนเพื่อพัฒนาศักยภาพ” นั้น ฟังดูแสนดี แต่ไม่ได้แก้ที่รากเหง้าของปัญหาจริงๆ

การสอน (และเรียน) เพื่อสอบ เป็นอาการของโรค แต่สาเหตุที่แท้จริงของโรคนั้น อยู่ที่สภาพและค่านิยมของสังคมซึ่งส่งผลให้การสอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยของจีนนั้นดุเดือดเกินไปการสอบครั้งเดียวตัดสินชะตาชีวิตของเด็กทั้งชีวิต ส่งผลให้การเรียนประถมและมัธยม 12 ปี ต้องเน้นการท่องจำอย่างหนักหนาสาหัสเพื่อเตรียมตัวเข้าสนามสอบเพียงวันเดียว

ศ.เจิ้ง เสนอให้จีนเดินตามเยอรมัน โดยแบ่งเด็กตั้งแต่จบชั้นประถมเป็นสองพวก คือพวกที่เหมาะกับการเรียนสายสามัญ กับพวกที่เหมาะกับสายอาชีพหลักคิดพื้นฐานก็คือ ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับการเรียนสายวิชาการ เด็กที่รู้ว่าตนเองไม่เหมาะกับการเรียนวิชาการในระดับสูง และสนใจสายอาชีพมากกว่า ก็สามารถพัฒนาศักยภาพและทักษะทางอาชีพของตนอย่างเต็มที่ตั้งแต่ช่วงมัธยม โรงเรียนอาชีวะของเยอรมันเริ่มตั้งแต่ช่วงมัธยมต้นและมีคุณภาพสูงมาก เพราะรัฐบาลร่วมมือกับภาคเอกชน ให้นักเรียนอาชีวะมีโอกาสฝึกงานจริง โดยถือเป็นส่วนสำคัญของหลักสูตร สุดท้ายเด็กที่จบจากโรงเรียนอาชีวะออกมามีรายได้ที่ดี สังคมยอมรับ สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานได้ทันที

ถ้าแบ่งเด็กเป็นสองพวกได้ตั้งแต่ต้น รัฐบาลก็ไม่ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยไม่จำเป็น ทำให้สามารถสร้างโรงเรียนสายสามัญให้มีคุณภาพสูง ตัวเด็กที่รู้ว่าตนไม่เหมาะกับการเรียนสายสามัญก็ไม่ต้องเสียเวลาชีวิตสามารถเริ่มพัฒนาทักษะอาชีพในภาคการผลิตตั้งแต่เด็กสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือนโยบายดังกล่าวสามารถลดการแข่งขันในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยลงได้ทำให้เด็กที่เหลืออยู่ในระบบมีความกดดันน้อยลง ถ้าเป้าหมายคือต้องการพัฒนาเด็กให้มีความคิดสร้างสรรค์โรงเรียนควรให้อิสระกับเด็กมากขึ้นให้เขามีโอกาสเลือกวิชาเลือกกิจกรรมค้นหาความสนใจทางวิชาการของตัวเองไม่ต้องตกอยู่ในวงเวียนของการท่องจำ ทำแบบฝึกหัด และติวเพื่อเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างไม่ลืมหูลืมตาดังในปัจจุบัน

ข้อคิดสำคัญก็คือ การปฏิรูปการศึกษา ต้องพยายามแก้ที่สภาพและค่านิยมของสังคมด้วย ไม่ใช่แก้ที่ตัวระบบการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียวสำหรับ ศ.เจิ้ง แล้ว นโยบายของรัฐบาลจีนที่ส่งเสริมให้ครูเปลี่ยนจากการสอนเพื่อสอบ มาเป็นการสอนเพื่อพัฒนาศักยภาพนั้น ไม่อาจทำได้จริงภายใต้เงื่อนไขสังคมในปัจจุบัน เพราะหากเด็กจีนทุกคนยังต้องเข้าสู่สนามสอบเพื่อตัดสินชะตาชีวิตของตนโดยไม่มีทางเลือกอื่น โรงเรียนและครูก็ยังต้องเน้นเตรียมเด็กสำหรับการสอบดังกล่าวอยู่นั่นเอง การปฏิรูปการศึกษาจึงต้องมองที่ปัจจัยรอบด้านด้วย เริ่มจากพยายามแก้ปัญหาสังคมพีระมิดที่มีความไม่เท่าเทียมสูง ส่งเสริมให้การศึกษาสายอาชีวะได้รับการยอมรับในสังคม ให้โรงเรียนอาชีวะมีคุณภาพ ให้ภาคเอกชนพร้อมที่จะจ่ายค่าจ้างสูงขึ้นสำหรับนักเรียนสายอาชีวะที่จบออกมา

คิดว่าการศึกษาไทยไม่ควร “เรียน” แบบจีน แต่นักปฏิรูปการศึกษาชาวไทยควรเรียนรู้จากปัญหาและข้อเสนอในการปฏิรูปของจีน แม้ความเห็นของ ศ.เจิ้ง กับ ศ.หยาง จะดูแตกต่างกัน แต่จริงๆ ทั้งสองท่านมีหลักคิดอย่างหนึ่งที่เหมือนกันมากนั่นก็คือ เด็กมีหลายประเภทมีเด็กที่เหมาะกับการเรียนสายอาชีวะ มีเด็กที่มีอัจฉริยภาพเป็นพิเศษ การศึกษาที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละประเภทนั้นไม่เหมือนกัน โจทย์ในการปฏิรูปการศึกษาของไทย จึงควรคิดหากลไกในการแบ่งเด็กประเภทต่างๆ และพัฒนาศักยภาพของเด็กแต่ละพวกอย่างเหมาะสม โดยมองไปถึงสภาพและค่านิยมบางอย่างของสังคมที่อาจเป็นอุปสรรคในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กด้วย

การจัดการการเรียนรู้ในระบบการศึกษาในทุกวันนี้

37

มนุษย์จะมีการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาและหลายครั้งของการเรียนรู้เหล่านั้นเกิดจากความไม่ได้ตั้งใจและเกิดขึ้นภายนอกสถาบันการศึกษา นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่า มนุษย์คนนั้นเห็นว่าการเรียนรู้สิ่งใดมีประโยชน์และมีคุณค่าและการมีคุณค่าของการเรียนรู้จะขึ้นอยู่กับบุคคลแต่ละคน กลุ่มคน เวลา และ สถาณการณ์ในการนำความรู้ที่เกิดจากการเรียนรู้นี้ไปใช้ ทั้งหมดทั้งสิ้น คือ กระบวนการของการศึกษา วัตถุประสงค์ของการศึกษาเรียนรู้นั้นขึ้นอยู่กับบุคคล บางคนเรียนรู้เพื่อมีชีวิตรอด บางคนเรียนรู้เพื่อให้มีชีวิตที่เจริญก้าวหน้าขึ้น แต่ก็น่าเสียดายที่ว่า โอกาสที่คนจะเรียนรู้และรับประสบการณ์ในการเรียนรู้นั้นไม่เพียงพอ และไม่เท่าเทียมกัน หลักสูตรจะช่วยแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร

การจัดการการเรียนรู้ในระบบการศึกษาในทุกวันนี้ ขึ้นอยู่กับว่า มีอะไรที่เป็นความรู้อยู่บ้าง สิ่งนั้นก็จะถูกถ่ายทอดไปยังผู้เรียน ในหลักสูตรที่เน้นตัวเนื้อหาวิชาเป็นศูนย์กลาง จะมุ่งเน้นความรู้เฉพาะทางที่อยู่ในเนื้อหาทางวิชาการของวิชานั้นๆ แต่เราในฐานะนักการศึกษา ต้องจดจำไว้เสมอว่า การศึกษามิใช่เป็นเพียงแค่กระบวนการเผยแพร่สาระความรู้ที่มีอยู่เท่านั้น แต่กระบวนการทางการศึกษาที่ดีต้องเน้นให้ผู้เรียนได้นำสาระทางวิชาการที่ได้เรียนรู้นั้นไปเพื่อได้รับการพัฒนาและนำไปแสวงหาหรือเพื่อการค้นพบความรู้ใหม่ การปรับเปลี่ยนมุมมองในสิ่งที่เรียกว่า ความรู้ และ มาตรฐานและข้อบังคับ รวมถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในความรู้อย่างกว้างขวาง การเคลื่อนย้ายถิ่นฐานของประชาชนเป็นอีกสาเหตุที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมโลกและเศรษฐกิจโลกขึ้น การกระจายค่านิยม และความก้าวหน้าของความเป็นประชาธิปไตย ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทำให้เห็นชัดเจนว่า การศึกษานั้นมิใช่มีกรอบจำกัดเพียงแค่คำว่า โรงเรียน เท่านั้น แต่ค่านิยมและความเชื่อที่ว่าโรงเรียนคือสถานที่ที่สร้างสรรค์การเรียนรู้ และเพื่อให้ “โรงเรียน” เป็นสถานที่ที่ให้การศึกษาและเป็นแหล่งการเรียนรู้กับคนให้มากที่สุด ครอบคลุมสิ่งซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หลักสูตรเป็นเสมือนเข็มทิศในการเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คน และเป็นสิ่งที่กำหนดและสะท้อนกลับแนวความคิดการเรียนรู้รวมถึงกิจกรรมทางการศึกษาให้กับผู้เรียน

จึงจำเป็นที่โรงเรียนต้องพัฒนาหลักสูตรเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในอดีต หลักสูตรทางการศึกษาและการเรียนรู้ เป็นเพียงกระบวนการถ่ายทอดทัศนคติ ความรู้ และทักษะ จากผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่าและมีการศึกษาสูงกว่า ไปสู่คนที่มีประสบการณ์และการศึกษาที่ต่ำกว่า เท่านั้น ประกอบกับโดยทั่วไปแล้ว สังคมตระหนักและให้ความสำคัญ ว่า โรงเรียนเป็นสถาบันการศึกษาของสังคมเพียงแห่งเดียวที่ให้โอกาสทางการเรียนรู้กับบุคคลในชาติ ทั้งที่การศึกษาเรียนรู้อาจเกิดขึ้นจากภายนอกห้องเรียนและอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ดังนั้นทฤษฎีการจัดการศึกษาจึงมิได้มุ่งเพียงแค่ทฤษฎีเกี่ยวกับในระบบโรงเรียน หากแต่ต้องรวมถึงทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับสมาชิกโดยรวมของสังคม (Gordon &Rebell, 2007) การกำหนดหลักสูตรจะต้องคำนึงถึงหลักการศึกษาพื้นฐานที่ว่า การศึกษาเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดชีวิต และในทุกสถานการณ์ที่คนมีชีวิตอยู่ร่วม

วิวัฒนาการของระบบการศึกษาประเทศอังกฤษ

study-in-uk-featuredระบบการศึกษาของประเทศอังกฤษมีวิวัฒนาการมากว่าร้อยปี จึงทำให้การศึกษาของประเทศนี้มีมาตรฐานที่ดี จึงเป็นที่นิยมของนักเรียนทั่วโลกในการเลือกที่จะศึกษาต่อในทุกระดับชั้น ซึ่งในประเทศอังกฤษการออกกฏหมายเกี่ยวกับการศึกษาเป็นความรับผิดชอบของรัฐสภาสหราชอาณาจักรที่ Westminster สำหรับประเทศสก๊อตแลนด์, เวลส์และไอร์แลนด์เหนือ ความรับผิดชอบด้านกฏหมายและแนวทางการศึกษาเป็นอำนาจของรัฐสภาสก๊อตแลนด์และที่ประชุมสภาเวลส์และไอร์แลนด์เหนือ โดยทั่วไปแล้ว ระบบทั้ง 4 นี้มีความคล้ายคลึงกันมาก แต่มีข้อที่แตกต่างกันในแง่ของคุณวุฒิการศึกษาและหลักสูตร  สำหรับระบบการศึกษาในประเทศอังกฤษและเครือจักรภพแบ่ง เป็น 4 ระดับ คือ ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับ อาชีวศึกษา และระดับปริญญา การศึกษาภาคบังคับเริ่มตั้ง แต่อายุ 5 ปีถึง 16 ปี เด็กนักเรียนส่วนใหญ่ประมาณ 95% จะเข้าศึกษาในโรงเรียนของรัฐบาล ส่วนผู้ปกครองที่มีฐานะดีและมีรสนิยมสูงมักจะเลือกส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชน โดยนักเรียนจากประเทศไทยมีสิทธิเรียนในโรงเรียนของเอกชนเท่านั้น

ระดับการศึกษา

1.ระดับประถมศึกษา (อายุ 5-11 ปี) การศึกษาภาคบังคับเริ่มจากระดับประถมศึกษาเมื่ออายุ 5 ขวบ นักเรียนโรงเรียนประถมศึกษาจะได้เลื่อนชั้นจากปีที่ 1 ถึงปีที่ 6 โดยไม่ต้องสอบ แต่จะมีการทดสอบความสามารถของเด็กเมื่ออายุเจ็ดขวบ ซึ่งเน้นการเรียนรู้โดยการสำรวจมากกว่าการจำ
2.ระดับประถมศึกษา (อายุ 11-16 ปี) โรงเรียนมัธยมทั้งรัฐบาลและเอกชนเปิดสอนให้นักเรียนเรียนได้ถึงอายุ 16 ปี และเตรียมความพร้อมของนักเรียนสำหรับการสอบ GCSEs หรือเทียบเท่า
3.การศึกษาหลังจากอายุ 16 ปี นักเรียนสามารถเลือกที่จะไม่เรียนต่อและทำงานได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเรียนต่อระดับ A-levels หรือเทียบเท่าในวิทยาลัย นักเรียนต่างชาติส่วนใหญ่สอบ A-levels เพื่อศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา
4.ระดับอุดมศึกษา ได้แก่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย และ College of Higher Education ปัจจุบันมหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรมีประมาณ 115 แห่ง เป็นของรัฐบาลเกือบทั้งหมด ยกเว้น University of Buckingham ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนเพียงแห่งเดียว
5.ระดับปริญญาตรีในอังกฤษแบ่งเป็นสายวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ ใช้เวลาเรียน 3 หรือ 4 ปี ก่อนสำเร็จการศึกษา นักศึกษาต้องเข้าสอบปลายภาคเสียก่อน การสมัครเข้าศึกษาของนักศึกษาเข้าสอบปลายภาคเสียก่อน การสมัครเข้าศึกษาของนักศึกษา นักเรียนที่จบมัธยมปีที่ 5 สามารถเลือกไปศึกษาในระดับมัธยม เพิ่มเติมอีก 1 ปี หรือหากมีคะแนน A-levels ก็สามารถใช้สมัครเข้ามหาวิทยาลัยได้เช่นกัน
6.ระดับปริญญาโท และปริญญาเอก การศึกษาระดับปริญญาโทจะใช้เวลา 1 ปี โดยนักศึกษาสามารถเลือกเรียนสาขาตามความถนัด หรือเปลี่ยนสาขาใหม่ก็ได้ แต่ต้องตรวจสอบให้ดีว่าสาขาใหม่ จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานหรือไม่ หลักสูตรปริญญาเอกหรือ Ph.D จะใช้เวลาในการศึกษา 4-5 ปี โดยจะเน้นให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองเป็นหลัก